มะเร็งลำไส้ใหญ่ ระวังตัวไว้ ก่อนเสี่ยงมาก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่ไม่ได้มีคนให้ความสนใจอาการเริ่มต้นของมันมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็กลายเป็นว่าเมื่อตรวจสุขภาพก็จะกังวลว่าจะนาน เลยเลือกตรวจเฉพาะโรคทั่วไปหรือบางโรคที่ให้ความสนใจเท่านั้น การละเลยการตรวจเช็กโรคนี้จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้กว่าที่เราจะรู้ตัวหรือรู้ว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะของโรคที่พบก็มักจะอยู่ในระยะท้ายๆ แล้ว การรักษาให้หาย ก็จะล่าช้า ใช้เวลามาก เพราะเป็นในขั้นที่รุนแรงแล้ว ดังนั้นการรู้เท่าทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการดูแลใส่ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ คือ หนทางการป้องกันโรคได้ในระยะยาว

กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ คนที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และผู้ที่มีพฤติกรรมตามปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการ รพ.วัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ กล่าวว่า สาเหตุของมะเร็งลำไส้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ ได้แก่

  • ทานเนื้อสัตว์ติดมันและเนื้อแดงในปริมาณมาก
  • ทานเนื้อสัตว์ที่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง (ไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น) ในปริมาณมากๆ
  • ทานผักผลไม้น้อยหรือไม่ทานเลย
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • โรคอ้วน
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • พันธุกรรม หากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ยาย ย่า ปู่ ตา หรือแม้กระทั่งทวดของคุณ  ที่กล่าวนี้แสดงว่าคุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น เพราะโรคมะเร็งสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในระยะแรกอาการของโรคอาจจะไม่มีอาการแสดงที่จำเพาะ ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไปเพราะฉะนั้นเราจะมาบออกล่าวถึงอาการที่อาจบ่งบอกว่าคุณอาจจะกำลังป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ได้แก่

  • ระบบขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย มีเลือดออกทางทวาร อุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนไปเป็นเส้นเล็กลง
  • ปวดท้องบ่อยๆ โดยระดับความรุนแรงหรือลักษณะจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนว่าอยู่ในขนาดเท่าใดและตำแหน่งที่เกิดอาการปวดอยู่ตำแหน่งใด เช่น ถ้ามีก้อนโตๆ อยู่ด้านหน้าคุณจะรู้สึกเจ็บปวดคล้ายคนที่เป็นไส้ติ่ง ถ้ามีก้อนบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะมีอาการลำไส้อุดตัน ปวดท้องคล้ายลำไส้ถูกบิด เป็นต้น

การตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับแพทย์จะวินิจฉัย ทั้งนี้วิธีที่กล่าวถึงได้แก่ ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยการสวนแป้งแบเรี่ยม ตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยวัดระดับ Carcinoembryonic Antigen (CEA) ตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น เอกซเรย์ทรวงอก CT Scan MRI หรือส่องกล้องคลื่นความถี่สูง (EUS)

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

ระยะที่ 0 (Stage 0) ระยะก่อนมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะอยู่บริเวณผนังลำไส้ สามารถรักษาได้โดยการส่องกล้องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อออก

ระยะที่ 1 (Stage I) – ระยะที่ 2 (Stage II) เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปบริเวณผนังกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง สามารถรักษาได้โดยผ่าตัดตามตำแหน่งที่พบในลำไส้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะที่ 2 จะมีการตรวจยีน (Genome Testing) เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะการรักษาด้วยเคมีบำบัดช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

ระยะที่ 3 (Stage III) เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังบริเวณต่อมน้ำเหลือง ต้องมีการตรวจยีน (Genome Testing) ร่วมด้วย สามารถรักษาโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) แต่จะมีการฉายรังสี (Radiotherapy) ร่วมด้วยในกรณีที่พบบริเวณลำไส้และทวารหนัก

ระยะที่ 4 (Stage IV) เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วทั้งต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ปอด กระเพาะอาหาร รังไข่ ต้องรักษาเริ่มต้นโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมกับการฉายรังสี (Radiotherapy) แล้วตามด้วยการผ่าตัดก้อนมะเร็งในตำแหน่งที่พบรวมถึงตำแหน่งที่ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ (Laparoscopic Surgery)

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องคือ

  • แผลเล็ก
  • เสียเลือดลดลง
  • เจ็บน้อย
  • ฟื้นตัวไว
  • ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล

ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้แท้จริงแล้วไม่ควรจะใจเย็นอยู่ หรือใช้การรักษาด้วยตัวเอง จริงๆ ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์ ทำการตรวจ และเข้ารับการผ่าตัด โดยจะผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล โดยเทคโนฌลยีการผ่าตัดด้วยกล้อง กล้องที่ใช้ในการผ่าตัด จะป็นกล้องที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่ดีสูงสุด ความละเอียดมากและความคมชัดสูง และสามารถสร้างภาพให้เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน การผ่าตัดสามารถทำได้อย่างแม่นยำและช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกๆ 5-10 ปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ แนะนำให้มาตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดหรือบรรเทาความเสี่ยงการจะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ คือ การลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น อาหารที่ผ่านกรรมวิธีการแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ และหันมาให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หมั่นรับประทานผักและผลไม้ รวมถึงนอกจากที่จะออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่ง คือ ทำร่วมกับการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็ง