มะเร็งลำไส้ใหญ่ ระวังตัวไว้ ก่อนเสี่ยงมาก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่ไม่ได้มีคนให้ความสนใจอาการเริ่มต้นของมันมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็กลายเป็นว่าเมื่อตรวจสุขภาพก็จะกังวลว่าจะนาน เลยเลือกตรวจเฉพาะโรคทั่วไปหรือบางโรคที่ให้ความสนใจเท่านั้น การละเลยการตรวจเช็กโรคนี้จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้กว่าที่เราจะรู้ตัวหรือรู้ว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะของโรคที่พบก็มักจะอยู่ในระยะท้ายๆ แล้ว การรักษาให้หาย ก็จะล่าช้า ใช้เวลามาก เพราะเป็นในขั้นที่รุนแรงแล้ว ดังนั้นการรู้เท่าทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการดูแลใส่ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ คือ หนทางการป้องกันโรคได้ในระยะยาว

กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ คนที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และผู้ที่มีพฤติกรรมตามปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการ รพ.วัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ กล่าวว่า สาเหตุของมะเร็งลำไส้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ ได้แก่

  • ทานเนื้อสัตว์ติดมันและเนื้อแดงในปริมาณมาก
  • ทานเนื้อสัตว์ที่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง (ไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น) ในปริมาณมากๆ
  • ทานผักผลไม้น้อยหรือไม่ทานเลย
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • โรคอ้วน
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • พันธุกรรม หากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ยาย ย่า ปู่ ตา หรือแม้กระทั่งทวดของคุณ  ที่กล่าวนี้แสดงว่าคุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น เพราะโรคมะเร็งสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในระยะแรกอาการของโรคอาจจะไม่มีอาการแสดงที่จำเพาะ ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไปเพราะฉะนั้นเราจะมาบออกล่าวถึงอาการที่อาจบ่งบอกว่าคุณอาจจะกำลังป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ได้แก่

  • ระบบขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย มีเลือดออกทางทวาร อุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนไปเป็นเส้นเล็กลง
  • ปวดท้องบ่อยๆ โดยระดับความรุนแรงหรือลักษณะจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนว่าอยู่ในขนาดเท่าใดและตำแหน่งที่เกิดอาการปวดอยู่ตำแหน่งใด เช่น ถ้ามีก้อนโตๆ อยู่ด้านหน้าคุณจะรู้สึกเจ็บปวดคล้ายคนที่เป็นไส้ติ่ง ถ้ามีก้อนบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะมีอาการลำไส้อุดตัน ปวดท้องคล้ายลำไส้ถูกบิด เป็นต้น

การตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับแพทย์จะวินิจฉัย ทั้งนี้วิธีที่กล่าวถึงได้แก่ ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยการสวนแป้งแบเรี่ยม ตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยวัดระดับ Carcinoembryonic Antigen (CEA) ตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น เอกซเรย์ทรวงอก CT Scan MRI หรือส่องกล้องคลื่นความถี่สูง (EUS)

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

ระยะที่ 0 (Stage 0) ระยะก่อนมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะอยู่บริเวณผนังลำไส้ สามารถรักษาได้โดยการส่องกล้องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อออก

ระยะที่ 1 (Stage I) – ระยะที่ 2 (Stage II) เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปบริเวณผนังกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง สามารถรักษาได้โดยผ่าตัดตามตำแหน่งที่พบในลำไส้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะที่ 2 จะมีการตรวจยีน (Genome Testing) เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะการรักษาด้วยเคมีบำบัดช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

ระยะที่ 3 (Stage III) เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังบริเวณต่อมน้ำเหลือง ต้องมีการตรวจยีน (Genome Testing) ร่วมด้วย สามารถรักษาโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) แต่จะมีการฉายรังสี (Radiotherapy) ร่วมด้วยในกรณีที่พบบริเวณลำไส้และทวารหนัก

ระยะที่ 4 (Stage IV) เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วทั้งต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ปอด กระเพาะอาหาร รังไข่ ต้องรักษาเริ่มต้นโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมกับการฉายรังสี (Radiotherapy) แล้วตามด้วยการผ่าตัดก้อนมะเร็งในตำแหน่งที่พบรวมถึงตำแหน่งที่ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ (Laparoscopic Surgery)

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องคือ

  • แผลเล็ก
  • เสียเลือดลดลง
  • เจ็บน้อย
  • ฟื้นตัวไว
  • ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล

ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้แท้จริงแล้วไม่ควรจะใจเย็นอยู่ หรือใช้การรักษาด้วยตัวเอง จริงๆ ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์ ทำการตรวจ และเข้ารับการผ่าตัด โดยจะผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล โดยเทคโนฌลยีการผ่าตัดด้วยกล้อง กล้องที่ใช้ในการผ่าตัด จะป็นกล้องที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่ดีสูงสุด ความละเอียดมากและความคมชัดสูง และสามารถสร้างภาพให้เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน การผ่าตัดสามารถทำได้อย่างแม่นยำและช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกๆ 5-10 ปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ แนะนำให้มาตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดหรือบรรเทาความเสี่ยงการจะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ คือ การลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น อาหารที่ผ่านกรรมวิธีการแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ และหันมาให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หมั่นรับประทานผักและผลไม้ รวมถึงนอกจากที่จะออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่ง คือ ทำร่วมกับการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็ง

ร่างกายต้องการไฟเบอร์เท่าไหร่ถึงจะพอดี

นอกจากใยอาหารที่มากับผักผลไม้ที่หลายคนพยายามรับประทานให้มากขึ้น จะช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงท้องผูกได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ตั้งแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ เบาหวานประเภท 2 ไปจนถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วย ดังนั้นใยอาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย

… แต่คำถามคือ เรารับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากพอหรือยัง?

“ใยอาหาร” กินเท่าไรถึงดี
กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เราควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารราวๆ 25 กรัมสำหรับผู้หญิง 38 กรัมสำหรับผู้ชาย (อายุไม่เกิน 50 ปี) ส่วนผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรกินใยอาหาร 21-30 กรัม

เราจะทราบปริมาณของใยอาหารที่เรารับประทานได้ ด้วยการดูที่ตารางโภชนาการบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยพยายามเลือกอาหารที่มีใยอาหารมากกว่าในกรณีที่มีผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน และขอให้สบายใจได้ว่าใยอาหาร ยิ่งรับประทานยิ่งดี ยกเว้นกรณีของผู้สูงอายุที่อาจไม่ควรรับประทานมากกว่าเกินไป

วิธีเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารของแต่ละวัน

  • เริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยใยอาหาร เช่น ซีเรียลที่ใส่ผลไม้สด
  • ใส่ผัก และถั่วลงในซุป หรือแกงที่กิน
  • ใส่ถั่ว และธัญพืชต่างๆ ลงในโยเกิร์ต
  • กินผักผลไม้แทนขนม หรืออาหารว่าง เช่น แคร์ร็อต บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก ฯลฯ
  • เลือกกินผักผลไม้สด มากกว่าแปรรูป

สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้รับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากนัก แนะนำว่าให้ค่อยๆ เพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารทีละน้อยๆ อย่าโหมกินทีเดียวเยอะๆ อย่าลืมดื่มน้ำให้มากขึ้น และหากมีปัญหากับระบบขับถ่ายเป็นเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาอย่างถูกต้อง

โรคตับต้องรู้ให้ไว

ตับและตับอ่อน คือ อวัยวะที่หากเกิดความผิดปกติแล้วอาจนำมาสู่โรคที่ร้ายแรง เนื่องจากเป็นส่วนของร่างกายที่มีความซับซ้อนสูง เริ่มจากอักเสบเฉียบพลัน อักเสบเรื้อรัง เกิดก้อนเนื้อที่แบ่งออกเป็นเนื้องอกหรือซีสต์ (ถุงน้ำ) รวมถึงโรคร้ายอย่างมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันมะเร็งตับเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของคนไทยและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

แม้สถานการณ์ของโรคเกี่ยวกับตับและตับอ่อนจะค่อนข้างรุนแรง แต่หากทุกคนตระหนักโดยตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอและสังเกตสัญญาณของโรค รวมถึงได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เฉพาะทางก็จะช่วยรักษาโรคและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ความชำนาญของทีมแพทย์เฉพาะทางโรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดีร่วมกับเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องที่ทันสมัยในปัจจุบัน

โรคตับต้องรู้ให้ไว
ส่วนใหญ่โรคเกี่ยวกับตับจะเกิดกับกลุ่มคนที่กำลังรับความสุขจากการตรากตรำทำงานมาคือ อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ชายจะมีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตับแข็งและมีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้จากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สำหรับการสังเกตตัวเองว่าตับมีความผิดปกติหรือไม่ต้องบอกว่าค่อนข้างยาก เพราะส่วนใหญ่ถ้ายังเป็นไม่มากจะไม่ค่อยมีอาการ

ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความเสื่อมของตับพอสมควรแล้ว มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เพราะตับเปรียบเสมือนโรงงานใหญ่ ถ้าโรงงานไม่ทำงาน ร่างกายเราจะไม่ค่อยอยากรับอาหารเข้าไป นอกจากนี้ก็มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ หรือท้องผูกเป็นประจำ บางคนมีอาการเจ็บในตำแหน่งที่ตับคือ บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ถ้าเป็นมากขึ้นอีกระดับจะมีอาการที่จำเพาะคือ ท้องโตขึ้นเนื่องจากมีน้ำในช่องท้อง ปัสสาวะสีเข้มแม้จะดื่มมากแค่ไหนก็ไม่จางลง ตามมาด้วยอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

ตรวจเช็กตับ
การตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะอย่างน้อยแพทย์จะสอบถามประวัติ ความเป็นมาของอาการป่วยทั้งหลาย รวมถึงประวัติคนในครอบครัว เป็นตัวช่วยคัดกรองว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือมีภาวะตับผิดปกติหรือไม่ ซึ่งตับผิดปกติอาจจะเริ่มจากภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถรักษาโรคตับอักเสบได้โดยจัดการที่ต้นเหตุ เพราะตับมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ ถ้าหยุดดื่มแอลกอฮอล์ แต่ถ้ายังคงดื่มหรือไม่ทราบปัจจัยเสี่ยง จะนำไปสู่การเกิดภาวะตับอักเสบ และถ้ายังปล่อยต่อไปอีกก็จะเป็นตับแข็งที่อาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

ก้อนในตับ

ก้อนในตับรักษาได้
การเกิดก้อนเนื้อในตับมีทั้งเนื้องอกและซีสต์ เมื่อตรวจพบแล้วจะมีการตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ทราบว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย หากพบว่าเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งจะทำการผ่าตัดทันที ในปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องด้วยเทคโนโลยี 4K UHD หรือผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติ (Advanced 3D Laparoscopic surgery) ที่ให้ความคมชัดของภาพสูงมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ศัลยแพทย์เห็นอวัยวะภายในช่องท้องได้ชัดเจนขึ้น ประกอบกับความชำนาญของทีมแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้อง จึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก คนไข้หายเร็วและอยู่โรงพยาบาลสั้นลง หรือในกรณีที่ต้องเปลี่ยนตับก็สามารถทำได้เช่นกัน ล่าสุดมีการพัฒนาด้านการผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ (Robotic surgery) ในอวัยวะที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดตับ

โรคตับอ่อน

โรคตับอ่อนต้องรู้ให้ทัน
สถานการณ์ของโรคมะเร็งตับอ่อนจะคล้ายกันกับมะเร็งตับ แต่ความรุนแรงของมะเร็งตับอ่อนจะมากกว่า และมักพบในระยะลุกลาม โดยมะเร็งตับอาจตรวจพบได้ในระยะแรก ๆ จากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจ screening ขณะมีภาวะตับอักเสบได้ ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนพบว่า ประมาณ 50% ของคนไข้ที่มาพบแพทย์มักเกิดการกระจายของโรคไปมากแล้ว อีก 50% ที่ยังไม่มีการแพร่กระจายสามารถผ่าตัดรักษาได้เพียง 25 – 30% ซึ่งการผ่าตัดรักษาเพื่อหวังผลหายขาดอาจมีการให้เคมีบำบัดหรือฉายแสงรักษาร่วมด้วย ดังนั้นการตรวจพบโรคในระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสของการผ่าตัดรักษาให้สูงขึ้น รวมถึงอัตราการอยู่รอดที่ดีขึ้น

ตรวจเช็กตับอ่อน
วิธีสังเกตว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือไม่ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน หากต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงหลักๆ คือ โรคทางพันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวมีประวัติมาก่อนแนะนำให้เข้ารับการตรวจดูตับอ่อนด้วยอัลตราซาวนด์ (ultrasonography) และตรวจเลือด โดยทั่วไปมักเริ่มตรวจเมื่อมีอายุ 40 ปี อีกปัจจัยสำคัญที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค คือ การดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้

ในประเด็นเนื้องอกและซีสต์ในตับอ่อนอาจตรวจพบได้จากการตรวจร่างกายประจำปีโดยการทำอัลตราซาวนด์ แต่อาจบอกได้แค่ว่าเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำ (ซีสต์) หากพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านตับและตับอ่อนเพื่อวินิจฉัยโรค ในบางครั้งการตรวจพบซีสต์อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ แต่ในรายที่มีลักษณะของก้อนเนื้อหรือซีสต์มีส่วนที่เป็นเนื้ออยู่ด้านใน แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เนื่องจากมีโอกาสเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) นอกจากช่วยในการวินิจฉัยโรคและประเมินระยะของโรคว่าสามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดได้หรือไม่ ยังมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการปวดท้องคล้ายคลึงกัน เช่น ภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โรคทางนรีเวช หรือโรคทางช่องท้องอื่น ๆ เป็นต้น

ก้อนในตับอ่อน

ก้อนในตับอ่อนรักษาได้
ปัจจุบันการรักษาโรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี สามารถทำได้โดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้องหรือผ่าตัดผ่านกล้อง และอาจมีการใช้สารทึบแสง (Indocyanine green : ICG) เพื่อตรวจเช็กตำแหน่งของก้อนเนื้อว่าอยู่ส่วนไหน ตัดก้อนเนื้อออกได้หมดหรือไม่ รวมถึงดูอวัยวะสำคัญข้างเคียง อาทิ เส้นเลือด ท่อน้ำดี หรือต่อมน้ำเหลืองรอบ ๆ บริเวณที่ได้รับการรักษา ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและผลการรักษาที่ดี ประกอบกับการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างสหสาขาวิชา โดยมีการประชุมวางแผนเพื่อเตรียมผู้ป่วยทั้งก่อน ระหว่างและหลังการผ่าตัด อาทิ ทีมศัลยแพทย์เฉพาะด้านการผ่าตัดตับ ตับอ่อนและทางเดินน้ำดี วิสัญญีแพทย์ รังสีแพทย์ อายุรแพทย์ทางเดินอาหารและทางด้านมะเร็งวิทยา ในกรณีที่วินิจฉัยเป็นเนื้อร้าย และพยาธิแพทย์ การผ่าตัดก้อนหรือซีสต์ที่ตับหรือตับอ่อนเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนมากจึงจำเป็นต้องใช้ศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางร่วมกับความพร้อมของเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกันในทุกด้าน

อย่างไรก็ตามการตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นตัวช่วยคัดกรองว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือมีภาวะตับผิดปกติหรือไม่ ซึ่งตับผิดปกติอาจจะเริ่มจากภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถรักษาโรคตับอักเสบได้โดยจัดการที่ต้นเหตุ เพราะตับมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ถ้าหยุดดื่มแอลกอฮอล์

การป้องกันการเป็นไขมันในเลือดสูงทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง

ถ้าหากไม่อยากเป็น ไขมันในเลือดสูง เราก็ควรดูแลร่างกายทั้งภายในและภายนอกให้ดี สำหรับโรคตับเป็นโรคที่คนที่เป็นมักไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะถ้าหากจะเปลี่ยนโรคตับแบบให้เห็นภาพ

โรคตับจะค่อยเป็นเหมือนกับสนิทที่กัดกรอนภายในร่างกายของเรา เป็นภัยเงียบเมื่อเรารู้ตัวอีกที่ก็เป็นโรคตับและอาการอาจจะโคม่ารักษากันไม่ทันก็เป็นได้ พอเป็นแล้วก็อาจจะเสียชีวิตโดนไม่ทันได้ถึงมือหมอ แต่อาจจะมีบ้างคนที่เป็นโรคตับและรู้ตัวว่าภายในร่างกายของตัวเองนั้นมีบ้างอย่างผิดปกติ เช่น

  • บ้างที่เราอาจจะรู้สึกเพลีย
  • นอนไม่ค่อยจะหลับผลิกตัวไปมา
  • เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
  • อ่อนแรง
  • ปวดท้องเหมือนตัวเองเป็นโรคกระเพาะ จุกๆแน่นๆ ทานอาหารแล้วรู้สึกว่าตัวเองนั้นเบื่ออาหารไม่อยากจะทานอะไรเลย

นั้นคืออาการที่เป็นก็เลยลองไปปรึกษาหารือกับคุณหมอว่าตัวเองมีอาการแบบนี้ แต่คุณหมอก็ไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าอารการที่เป็นนั้นมาจากตับ หรือ เป็นโรคเกี่ยวกันตับ โดยจริงๆแล้วอาการที่พูดถึงไปอาจจะแสดงออกมาแค่ 100 คน มีอาการเหล่านั้นเพียงแค่ 10 คน แต่อีก 90 คนโรคตับนั้นไม่ได้แสดงอะไรออกมาให้เห็นเลยว่าตอนนี้ตับของคุณกำลังมีปัญหา หรือ สงสัญญาณมาบอกว่าตับทำงานไม่ได้แล้ว

นั้นและเป็นปัญหาใหญ่ที่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะ ว่าตัวเราเองนั้นตับกำลังมีปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่า การป้องกันที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาของตับนั้น คุณควรที่จะหมั่นดูแลตัวเองออกกำลังกายประมาณ 10 นาที่ต่อวัน และ ก็ควรที่จะรับประทานอาหารที่ไม่ใช้อาหารรสชาติจัดเกินไป

และ ถ้าคุณเป็นคนที่ติดทานวิตามิน คุณรู้หรือไม่ว่าวิตามินเหล่านี้จะทำให้ตับของคุณทำงานหนักเกินไปถ้าหากคุณได้ทานวิตามินเหล่านั้นบ่อยๆ เมื่อตับได้ทำงานมากเกินไป ก็จะทำให้ตับของคุณอ่อนแอ่ลง และ ปัญหาก็จะเกิดกับตัวคุณเพราะถ้าตับพังแล้ว ร่างกายของคุณเองก็จะพังตามลงไปด้วย