ซักผ้าอย่างถูกวิธีลดการแพร่เชื้อไวรัส โควิด-19

      ปัจจุบันเราต้องหันมาดูแลตัวเองทั้งในเรื่องการทำความสะอาดมือการสวมใส่หน้ากากอนามัยรวมถึงอาหารการกินก็ต้องมีกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆและใช้ช้อนกลางในการตักอาหารเพื่อลดความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่การปฏิบัติตัวเช่นนี้ยังไม่เพียงพอต่อการลดความเสี่ยงที่เราจะติดเชื้อไวรัสโควิด-19เพราะเชื้อไวรัสสามารถลอยอยู่ในอากาศได้และสามารถที่จะติดตามเสื้อผ้าของเรายังเมื่อเราเดินทางออกไปข้างนอก

ซึ่งเราต้องไปพบปะกับผู้คนมากมายและถึงแม้จะมีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องของการเว้นระยะห่างกันประมาณ 1-2 เมตรแต่บางครั้งในบางสถานการณ์คนเราก็ไม่สามารถยืนอยู่ห่างกัน 1-2 เมตรได้ยกตัวอย่างเช่นการที่เราต้องไป shopping  อาหารมากักตุนไว้ในบ้านสถานที่ที่เราเดินซื้อของต่างๆอาจจะไม่สะดวกต่อการที่จะต้องเว้นระยะห่างกัน 1 ถึง 2 เมตร

ดังนั้นความเป็นไปได้ว่าเชื้อโรคอาจจะมาถูกเสื้อผ้าของเราเป็นไปได้สูงและเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะมองข้ามดังนั้นเราจึงควรหาวิธีและมาตรการที่ถูกต้องในการที่ซักผ้าอย่างไรให้ถูกวิธีเพื่อที่จะได้ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโควิด-19และไม่แพร่เชื้อนี้ไปให้กับคนอื่นได้ด้วย

      สำหรับข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องของการซักเสื้อผ้านั้นเมื่อเราเดินทางกลับมาถึงบ้านแล้วการที่เราเปลี่ยนเสื้อผ้าออกเพื่อที่จะอาบน้ำชำระร่างกายนั้นเสื้อผ้าเดิมของเราไม่ควรที่จะสะบัดทิ้งไปในอากาศว่าจะทำให้เชื้อโรคที่มีการเกาะติดอยู่ตามเสื้อผ้านั้นประกายไปในอากาศและอาจจะมีการถูกลมพัดแพร่กระจายไปยังบุคคลใกล้เคียงได้ซึ่งเสื้อผ้าที่เราถอดไว้หลังจากที่เราออกไปนอกบ้านนั้นเราควรจะรีบนำไปซักทันทีไม่ควรที่จะใส่ตะกร้าทิ้งไว้เนื่องจากว่าเชื้อโรคสามารถอยู่ในตะกร้าผ้าของเราได้นานหลายวัน

และพวกมันจะมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุณหภูมิที่เสื้อผ้ามีการอับชื้นเหงื่อที่สำคัญหากเรามีการซักเสื้อผ้าเราควรจะแยกเสื้อผ้าที่มีการใส่ออกนอกบ้านนั้นซักแยกต่างหากกับเสื้อผ้าอื่นๆที่เราใส่ในบ้านและเราควรจะซักผ้าเช็ดตัวแลกกับเสื้อผ้าทุกชิ้นของเราเพื่อไม่ให้เชื้อโรคไปปะปนกันอยู่ในเสื้อผ้ารวมถึงอุณหภูมิการซักเสื้อผ้าควรจะมีการตั้งอุณหภูมิซักผ้าไว้ที่ประมาณ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป

เพื่อที่จะให้อุณหภูมิของเครื่องซักผ้าไปฆ่าเชื้อโรคในขณะที่มีการตั้งโปรแกรมซักผ้าเอาไว้ด้วยและทุกครั้งที่มีการนำเสื้อผ้าเข้าไปในเครื่องซักผ้าเรียบร้อยแล้วเราควรจะมีการล้างมือทำความสะอาดด้วยสบู่ล้างมือที่สำคัญหากยังไม่มีการล้างมือเผลอเอามือไปสัมผัสแถวบริเวณใบหน้า เพราะมันจะเป็นการเสี่ยงที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางใบหน้าของเราได้ 

 

 

ขอขอบคุณ  หวยออนไลน์บาทละ 950  ที่ให้การสนับสนุน

การใช้ชีวิตประจำวันที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

ดิฉันเชื่อว่าในแต่ละวันที่เรามีการใช้ชีวิตนั้นมีการส่งผลต่อกับสุขภาพของเราด้วยเช่นกัน เนื่องจากสิ่งที่เราได้เผชิญกับมันนั้นมีผลที่ส่งต่อสุขภาพของเราโดยตรง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วหากเรานั้นดูแลตนเองเป็นอย่างดีก็จะช่วยให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้หรืออาจจะช่วยได้นิดหน่อย โดยการกระทำเหล่านี้อาจจะต้องอาศัยความขยันและต้องทำอย่าสม่ำเสมอด้วยนะ

หลักการที่จะช่วยให้เราแข็งแรงขึ้นมีดังนี้

การออกกำลังกาย 

สิ่งสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดนั้นก็เป็นการออกกำลังกาย เพราะจะเป็นการทำให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรง และเป็นการห่างจากโรคต่างๆ เพราะทำให้ร่างกายของเรานั้นป้องกันโรคร้ายๆได้ ซึ่งหากร่างกายที่แข็งแรงก็ไม่มีเชื้อโรคอะไรที่จะเข้ามาทำร้ายเราได้นั่นเอง

แต่หากเรานั้นร่างกายอ่อนแอหรือเราไม่ชอบออกกำลังกายก็จะทำให้เรานั้นเสี่ยงที่จะเป็นโรคได้ง่าย เพราะร่างกายหากมีการคุ้มกันที่บกพร่อง ก็จะส่งผลให้เรานั้นติดเชื้อไวรัสได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้นเราจะเห็นบุคคลที่เป็นโรคหรือติดโรคได้ง่ายเพราะสาเหตุเกิดจากการคุ้มกันของร่างกายบกพร่องหรือร่างกายไม่แข็งแรงพอ

การออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นการออกแบบไหนก็ตาม จะทำให้เรานั้นแข็งแรงได้เป็นอย่างดี โดยไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การเดิน หรือแม้แต่การเล่นเครื่องเล่นที่ช่วยในการออกกำลังกาย โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงการทำให้เรานั้นแข็งแรง แต่เหนืองสิ่งอื่นใด เราจะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและเรานั้นจะต้องระวังเชื้อโรคต่างๆที่มันเข้ามาในด้านอื่นอีกด้วย

การกินอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ

สำหรับการทานอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวช่วยให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงขึ้นได้ การทานอะไรก็ตามแต่หากเรานั้นเป็นการกินเพื่อเป็นการบำรุงก็จะเป็นการดูแลร่างกายที่เป็นระบบภายในของเราอีกด้วย และยิ่งไปกว่านั้นหากเราทานครบ 5 หมู่ตามที่ร่างกายของเราต้องการจะทำให้เรานั้นมีร่างกายที่สมบูรณ์มากที่สุด

อาหารหลัก 5 หมู่ที่เรารู้จักนั้นไม่เพียงทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงอย่างเดียวนะแต่เป็นการบำรุงทุกส่วนหรืออวัยวะทุกอย่างของร่างกายของเราอีกด้วย โดยการทานอาหารจะต้องดูแลให้สดและสะอาด หรือควรล้างสารพิษให้ออกให้เยอะที่สุด หรือหากหลีกเลี่ยงได้ควรทานอาหารที่ปลูกเอง เพื่อหลีกเลี่ยงสารพิษต่างๆ เพราะสารพิษที่ติดมากับอาหารนั้นเป็นตัวทำร้ายร่างกายของเราขั้นรุนแรงที่สุดอีกด้วยนะ ซึ่งถึงแม้ว่าเรานั้นจะออกกำลังกายหรือกินอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างไรก็ตาม แต่หากเราทานอาหารที่มีสารพิษผสมเข้าไปก็ถือว่าสิ่งที่ทำมาแทบไม่ช่วยอะไรเลย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  ชุดตรวจ hiv

ผิวดี คือ สุขภาพผิวดี

ถ้าพูดถึงคำว่า ผิวดี หลายคนคงคิดว่าจะต้องผิวที่ขาวใส อมชมพู กันเลยสินะ อยากจะบอกว่านั้นไม่ใช่ทั้งหมดของการที่สุขภาพผิวดี และในบางคนก็บอกว่าผิวดีนั้นจะต้องเป็นผิวแทนๆ ผิวคล้ำ หรือผิวสีน้ำผึ้ง ในบทความนี้ต้องขอบอกกับทุกไว้ก่อนว่า เราจะไม่พูดถึงสีผิวกัน เพราะอะไรล่ะ เพราะไม่ว่าจะสีผิวแบบไหนนั้นก็ต่างมีสุขภาพผิวที่ดีได้ ในกลุ่มคนผิวสีขาว ที่บางคนบอกว่าผิวแบบนี้ไม่ดี มีเม็ดเลือดที่ปกติ ทำให้ผิวแห้งและไวต่อแสงแดด ได้ง่าย เช่นกับกันผิวสี ที่บางคนก็บอกว่าดูคล้ำ ดูสกปรกเกินไป เราอยากจะบอกว่าไม่ว่าในสีผิวแบบไหนก็มีทั้งคนที่สุขภาพผิวแย่เหมือนกันหากไม่ได้รับการดูแล

ฉะนั้นแล้วเราจะจึงจะวิธีการดูแลสุขภาพที่ดีมาฝากเพื่อนทุกได้นำไปบำรุงกับผิวของตัวเอง ไม่ว่าผิวของคุณนั้นจะเป็นผิวสีอะไรก็ตาม เชื่อเถอะว่าสุขภาพผิวของคุณจะดีขึ้นได้แน่นอน

1.เลือกรับประทานหารที่ช่วยในการต้านแสงแดด เพราะประเทศไทยเรานั้นมีแดดที่แรงมากเหมือนกับว่าประเทศไทยนั้นอยู่ใกล้พระอาทิตย์ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ จึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผิวหนังของเราอย่างแน่นอน ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ผิวแห้ง ผิวแดง ผิวแสบไหม้ อาหารที่จะช่วยต้านแสงแดดคือจำพวกอาหารที่มีสารไลโคปีน เบต้าแคโรทีน และกรดอะมิโน

2.ลดความเครียด เรื่องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำให้คุณมีสุขภาพจิตใจที่ย่ำแย่ลงแล้วนั้นยังจะทำให้สุขภาพผิวของคุณได้รับผลกระกบไปด้วย เพราะในช่วงที่คุณเครียดร่างกายจะทำการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งจะทำให้ไขมันทำงานหนัก ผลที่ตามมาคือผิวมันจนเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดสิวได้ ดังนั้นควรทำจิตใจให้สงบและพักผ่อนให้เพียงพอ

3.งดแอลกอฮอล์และบุหรี่ เพราะสิ่งเหล่าจะทำให้ผิวของคุณดูหมองและโทรม ทั้งใบหน้า ปากดำ และผิวร่างกายก็จะแย่ตามไปด้วย ซึ่งจะยิ่งทำให้ผิวของคุณมีอายุที่มากกว่าอายุของคุณเสียอีก แล้วสารเสพติดเหล่านี้จะไปทำให้เส้นตีบตัน เลือดไม่ไหลเวียน และไปทำลายคอลลาเจนที่ส่วนช่วยทำให้ผิวดูขาวใสอ่อนวัย

4.สร้างสุขภาพจิตที่ดี คือการลองพักผ่อนให้เพียง นั่งสมาธิ หรือการออกไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนๆ หรือกิจกรรมที่สร้างความหัวเราะให้ตัวคุณเอง เพราะการหัวเราะจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อบนใบหน้าและทั่วร่างกายยืดตัว ทำให้ออกวิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื้อต่างๆตามร่างกาย

5.อาหารเสริม เพราะแน่นอนว่าในแต่ละวันที่คุณรับประทานอาหารนั้น คงจะได้รับสารอาหารไม่เพียงที่ร่างกายต้องการ หรือในแต่ละวันคุณอาจจะขาดสารอาหารเหล่าไปเลยก็ได้ เพราะเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารเสริม็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการเสริมสร้างสุขภาพผิวให้ดีขึ้นได้เช่นกัน

 

สนับสนุนโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการผ่าตัดต่ออวัยวะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการผ่าตัดต่ออวัยวะ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ
สิ่งที่ไม่อนุญาตสำหรับในการผ่าตัดต่อนิ้ว แขน ขา ที่บางทีอาจไม่สามารถที่จะผ่าตัดต่ออวัยวะได้
ถ้าเกิดเป็นคนเจ็บที่มีโรคประจำตัวบางสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจ โรคปอด ฯลฯ

ส่วนของเนื้อเยื่อที่บอบช้ำมาก ยกตัวอย่างเช่น ถูกเครื่องบด ถูกเครื่องปั่น รัด ดึง ขาด ถูกทับขาด ถูกระเบิดนิ้ว แขน ขา ขาด

รอยแผล หรือส่วนของอวัยวะที่ขาดที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการรับเชื้อสูง ตัวอย่างเช่น ส่วนที่ขาดตกไปในน้ำเสีย หรือถูกหมา สัตว์อื่นๆ กัดขาด

ส่วนที่จำเป็นเก็บให้ถูก นานเกิน 6 ชั่วโมง หรือส่วนแขน ขา หากแม้เก็บที่ 4 องศาเซลเซียส หากนานเกิน 6 ชั่วโมง การต่ออาจเสร็จ แต่ว่ามีโอกาสเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อตาย ซึ่งจะมีสารที่ทำให้เป็นอันตรายไหลกลับเข้ากระแสเลือดก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

การไตร่ตรองการเข้ารับการผ่าตัดนิ้ว
คนที่สูญเสียนิ้วไปแล้ว อยากได้ผ่าตัดปรับปรุงแก้ไข พิเคราะห์ความจำเป็นของผู้ป่วยแล้วก็การใช้แรงงานของมือที่เหลือ

สูญเสียนิ้วโป้งมือ ความสามารถหลักการทำงานของมือลดน้อยลง 40%
การผ่าตัดสร้างนิ้วโป้งมือขึ้นมาใหม่ อาทิเช่น การย้ายนิ้วเท้าขึ้นมาแทนนิ้วโป้งมือ หรือการสร้างนิ้วโป้งมือ โดยต่อกระดูกให้ยาวยิ่งขึ้น แล้วก็ใช้ส่วนของผิวหนังเล็บจากนิ้วหัวแม่เท้ามาปกคลุมกระดูกต่อเส้นโลหิต เส้นประสาท จะช่วยทำให้มีนิ้วโป้งที่มีรูปร่าง และความยาวใกล้เคียงกับนิ้วโป้งมือมากขึ้น

การสูญเสียนิ้วมือทั้งยัง 4 นิ้ว เหลือนิ้วโป้งมือนิ้วเดียว สูญเสียรูปแบบการทำงานของมือ 60%
การผ่าตัดย้ายนิ้วเท้าขึ้นมาแทนที่นิ้วที่ขาด 1-2 นิ้วจะช่วยทำให้การทำงานดียิ่งขึ้น

การสูญเสียนิ้วเพียงแค่นิ้วเดียว หรือบางข้อ ไม่ช่วยทำให้การทำงานดียิ่งขึ้นมากเท่าไรนัก บางครั้งก็อาจจะไม่คุ้มกับการผ่าตัดย้ายนิ้ว หรือสร้างนิ้วเพิ่มขึ้น

เมื่อเกิดเหตุได้รับรอยแผลจนถึงอวัยวะขาด หรือรอยแผลใหญ่กระทั่งเสี่ยงติดเชื้อโรคได้ง่าย ขณะลงมือรักษาพยาบาลเบื้องต้นควรจะรีบติดต่อข้าราชการศูนย์หมอรีบด่วน 1669 หรือนำส่งโรงหมอที่ใกล้ที่สุด เพื่อคนไข้ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันการ

ดื่มเพื่อหลับง่ายขึ้น ดื่มอะไรดี

สิ่งที่แน่นอนคือเรามีเวลาเท่ากัน 24 ชั่วโมง ทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหน วัยอะไร แต่สิ่งที่ทุกคนมีไม่เท่ากันเลย คือ เวลานอน ทุกคนต้องนอนเพื่อให้ร่างกายเรารีเซ็ต ซ่อมแซมระบบทั้งหมดในร่างกาย ทำให้ร่างกายเรากลับเข้าสู่สมดุล พร้อมเริ่มต้นใหม่ในทุกเช้า แต่อย่างไร พอมีภาระหน้าที่งานอาจจะทำให้เวลาการพักผ่อนนั้นน้อยลง พอถึงเวลานอนก็อาจจะนอนไม่หลับ เรามาดูสิว่า มีตัวช่วยหรือเครื่องดื่มอะไรบ้างที่ทำให้เราหลับง่ายขึ้น

เครื่องดื่มที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
1. นม
คงเคยเห็นกันในหนังมาบ้างใช่ไหมคะ ที่ก่อนจะนอนนั้นนักแสดงชอบเดินมาหานมอุ่นๆ ทาน ก่อนนอนกัน เพราะว่าในน้ำนมมีทริปโตเฟน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยสังเคราะห์ฮอร์โมนเมลาโทนิน ช่วยให้เราผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น และถ้ายิ่งเป็นนมจืดอุ่นๆ จะยิ่งช่วยให้เราผ่อนคลายขึ้น และไม่เพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกายก่อนนอนด้วย
2. ชาคาโมมายล์
ชาคาโมมายล์ชงน้ำร้อนยังไม่ทันดื่มแค่สูดดมกลิ่นของมันก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกดีผ่อนคลายขึ้นมาได้แล้ว เพราะชานี้ออกฤทธิ์คล้ายยาระงับประสาท และช่วยผ่อนคลายจิตใจให้รู้สึกสบาย และนอนหลับง่ายขึ้นได้ เป็นผลมาจากสารต้านอนุมูลอิสระ flavonoid apigenin ที่อยู่ในชานั่นเอง
3. สมูทตี้จากผักผลไม้แมกนีเซียมสูง
อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ผักปวยเล้ง เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ควินัว กล้วย และถั่วต่างๆ เป็นต้น แมกนีเซียมมีส่วนช่วยในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งจะช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้นและผ่อนคลายหลับง่ายขึ้น ซึ่งนอกจากนี้แล้ว เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะช่วยให้ระบบขับถ่ายคุณเริ่มทำงาน

7 จุดอันตรายที่มักพบเชื้อโรคในห้องน้ำ

โถส้วม และห้องน้ำ เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย ควรเลือกใช้ห้องน้ำที่สะอาด ทำความสะอาดห้องน้ำเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับกลอนประตู ขันน้ำ ปุ่มชักโครก โดยตรง ปิดฝานั่งทุกครั้งที่กดชักโครก ไม่ยืนบนโถส้วม และทำความสะอาดโถส้วมให้สะอาดทุกครั้งหลังใช้ เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอย่างดี ทางที่ดีถ้าเป็นห้องน้ำที่บ้านก็หมั่นทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อลดการสะสมเชื้อ

7 จุดอันตรายที่มักพบเชื้อโรคในห้องน้ำ

จุดที่มักพบเชื้อโรคในห้องน้ำ ห้องน้ำที่หมายถึงนี้รวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำที่บ้าน ห้องน้ำสาธารณะ ห้องน้ำโรงแรม โดยสรุปเอาไว้ ดังนี้

1. ลูกบิด/กลอนประตูห้องน้ำ ตอนเข้ามาไม่เท่าไหร่ ตอนจะบิดออกนี่สิน่ากลัว

2. ชักโครก กดเสมอเมื่อใช้เสร็จ เจอเชื้อโรคเต็มๆ

3. สายฉีดน้ำชำระ เวลาใช้จะสัมผัสใกล้กับเชื้อมากที่สุด

4. สบู่ล้างมือ แบบเปิดเติมสบู่เหลวลงไปในภาชนะเดิม (แบบบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้ง)

5. เครื่องเป่ามือ

6. ฝักบัวอาบน้ำพลาสติก

7. แปรงสีฟัน

เราจำเป็นต้องแคะขี้หูไหม

ยิ่งปั่น ยิ่งตัน จริงไหม?
หลายคนคงมีความเข้าใจว่าการทำความสะอาดหูโดยใช้คอตตอนบัด โดยยัดและปั่นเข้าไปในหูลึกๆ จะทำให้ยิ่งสะอาดมากขึ้นเพราะสามารถควักขี้หูออกมาได้ ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ผิดมาก เพราะส่วนปลายของคอตตอนบัด จะยิ่งดันขี้หูบางส่วนให้เข้าไปอยู่ลึกขึ้น เมื่อทำติตต่อกันนานๆ ก็จะกลายเป็นขี้หูอุดตันในที่สุด ทั้งนี้ผู้ที่นิยมทำหลังอาบน้ำ เราไม่แนะนำเลย แต่เราจะแนะนำให้ใช้คอตตอนบัดซับบริเวณปลายรูหู และเอียงคอให้น้ำออกมาก็พอ หากดันทุรังปั่นเข้าไปอาจทำให้ให้เกิดการอุดตันมากขึ้น จนกระทั่งความสามารถในการได้ยินลดลง หรือหูอื้อนั่นเอง

ขี้หูอุดตัน ส่งผลอะไร
ส่งผลกระทบแน่นอน คือ กรณีที่ขี้หูอุดตันมาก ๆ จะทำให้มีภาวะการได้ยินบกพร่อง หรือรู้สึกหูอื้อ หรือการได้ยินที่ลดลง นอกจากการปั่นหูอาจทำให้เกิดการอุดตันของขี้หูแล้ว อาจจะทำให้หูชั้นนอกถลอกเกิดเป็นแผล และอาจเกิดการติดเชื้อ ทำให้หูชั้นนอกอักเสบ หรือถ้ายิ่งกว่านั้น เราแคะแล้วลึกเกินไป อย่างเช่น กรณีที่เราใช้ไม้แคะหูแหลม ๆ แล้วเกิดเราลึกเกินไป อาจจะไปเกิดการบาดเจ็บของบริเวณเยื่อแก้วหูตามมาได้ ซึ่งก็จะมีผลเสียได้เช่นกัน

เราจำเป็นต้องแคะขี้หูไหม
หากเราทำการแคะขี้หูด้วยตนเองนั้น จะมีความเสี่ยงทำให้เกิดการถลอก และอาจไปโดนเยื่อแก้วหูเข้า ซึ่งอาจส่งผลร้ายแงชนิดที่ว่าสูญเสียการได้ยิน แต่ถ้าหากทำโดยผู้เชี่ยวชาญคือคุณหมอนั้นจะมีความปลอดภัยมาก เนื่องจากคุณหมอจะมีกล้องส่องเข้าไปทำให้รู้ว่าขี้หูมีการอุดตันไปถึงไหนแล้วหากไม่ถึงเยื่อแก้วหู ก็จะใช้เครื่องช่วยดูดขี้หูออกมาโดยไม่ทำให้หูของเราบาดเจ็บ
ถ้ารูหูปกติดี ช่องหูปกติดี ไม่ได้มีภาวะผิดปกติของช่องหู เช่น มีภาวะรูหูแคบ หรือว่ามีภาวะติดเชื้อของรูหูชั้นนอก เราไม่จำเป็นที่จะต้องแคะหรือปั่นขี้หูเพราะโดยปกติแล้ว ขี้หูจะมีการหลุดออกเองโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะเวลาที่เราเคี้ยวอาหาร หรือเรามีการขยับของใบหน้า โดยส่วนใหญ่แล้วมันมักจะหลุดออกเองได้ ยกเว้นว่าไปทำกิจกรรมอะไรมา เช่น ดำน้ำ ว่ายน้ำ ทำให้น้ำสกปรกเข้าไปในหู ถ้าหากนานแล้วไม่หายก็แนะนำให้พบแพทย์จะดีที่สุด

มะเร็งลำไส้ใหญ่ ระวังตัวไว้ ก่อนเสี่ยงมาก

มะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคที่ไม่ได้มีคนให้ความสนใจอาการเริ่มต้นของมันมากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็กลายเป็นว่าเมื่อตรวจสุขภาพก็จะกังวลว่าจะนาน เลยเลือกตรวจเฉพาะโรคทั่วไปหรือบางโรคที่ให้ความสนใจเท่านั้น การละเลยการตรวจเช็กโรคนี้จึงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ทำให้กว่าที่เราจะรู้ตัวหรือรู้ว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ระยะของโรคที่พบก็มักจะอยู่ในระยะท้ายๆ แล้ว การรักษาให้หาย ก็จะล่าช้า ใช้เวลามาก เพราะเป็นในขั้นที่รุนแรงแล้ว ดังนั้นการรู้เท่าทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการดูแลใส่ใจ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ คือ หนทางการป้องกันโรคได้ในระยะยาว

กลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
กลุ่มที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่คือ คนที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และผู้ที่มีพฤติกรรมตามปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ศ.พิเศษ นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ผู้อำนวยการ รพ.วัฒโนสถ กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งลำไส้ กล่าวว่า สาเหตุของมะเร็งลำไส้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นมะเร็งลำไส้ ได้แก่

  • ทานเนื้อสัตว์ติดมันและเนื้อแดงในปริมาณมาก
  • ทานเนื้อสัตว์ที่ผ่านขบวนการปรุงแต่ง (ไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น) ในปริมาณมากๆ
  • ทานผักผลไม้น้อยหรือไม่ทานเลย
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • โรคอ้วน
  • สูบบุหรี่จัด
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
  • พันธุกรรม หากคนในครอบครัวของคุณมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ยาย ย่า ปู่ ตา หรือแม้กระทั่งทวดของคุณ  ที่กล่าวนี้แสดงว่าคุณก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น เพราะโรคมะเร็งสามารถถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมได้

อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ในระยะแรกอาการของโรคอาจจะไม่มีอาการแสดงที่จำเพาะ ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไปเพราะฉะนั้นเราจะมาบออกล่าวถึงอาการที่อาจบ่งบอกว่าคุณอาจจะกำลังป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ได้แก่

  • ระบบขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย มีเลือดออกทางทวาร อุจจาระปนเลือด หรืออุจจาระมีลักษณะเปลี่ยนไปเป็นเส้นเล็กลง
  • ปวดท้องบ่อยๆ โดยระดับความรุนแรงหรือลักษณะจะขึ้นอยู่กับขนาดของก้อนว่าอยู่ในขนาดเท่าใดและตำแหน่งที่เกิดอาการปวดอยู่ตำแหน่งใด เช่น ถ้ามีก้อนโตๆ อยู่ด้านหน้าคุณจะรู้สึกเจ็บปวดคล้ายคนที่เป็นไส้ติ่ง ถ้ามีก้อนบริเวณลำไส้ใหญ่ด้านซ้ายจะมีอาการลำไส้อุดตัน ปวดท้องคล้ายลำไส้ถูกบิด เป็นต้น

การตรวจโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การตรวจวินิจฉัยมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับแพทย์จะวินิจฉัย ทั้งนี้วิธีที่กล่าวถึงได้แก่ ส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) เอกซเรย์คอมพิวเตอร์โดยการสวนแป้งแบเรี่ยม ตรวจเลือดเพื่อค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยวัดระดับ Carcinoembryonic Antigen (CEA) ตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น เอกซเรย์ทรวงอก CT Scan MRI หรือส่องกล้องคลื่นความถี่สูง (EUS)

การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ได้แก่

ระยะที่ 0 (Stage 0) ระยะก่อนมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะอยู่บริเวณผนังลำไส้ สามารถรักษาได้โดยการส่องกล้องเพื่อเข้าไปตัดชิ้นเนื้อออก

ระยะที่ 1 (Stage I) – ระยะที่ 2 (Stage II) เซลล์มะเร็งลุกลามเข้าไปบริเวณผนังกล้ามเนื้อของลำไส้ใหญ่ แต่ยังไม่แพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลือง สามารถรักษาได้โดยผ่าตัดตามตำแหน่งที่พบในลำไส้ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่ตรวจพบในระยะที่ 2 จะมีการตรวจยีน (Genome Testing) เพิ่มเติม เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องให้ยาเคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมด้วยหรือไม่ เพราะการรักษาด้วยเคมีบำบัดช่วยลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้

ระยะที่ 3 (Stage III) เซลล์มะเร็งลุกลามไปยังบริเวณต่อมน้ำเหลือง ต้องมีการตรวจยีน (Genome Testing) ร่วมด้วย สามารถรักษาโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) หรือยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) แต่จะมีการฉายรังสี (Radiotherapy) ร่วมด้วยในกรณีที่พบบริเวณลำไส้และทวารหนัก

ระยะที่ 4 (Stage IV) เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปทั่วทั้งต่อมน้ำเหลืองและอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ปอด กระเพาะอาหาร รังไข่ ต้องรักษาเริ่มต้นโดยการให้เคมีบำบัด (Chemotherapy) ร่วมกับการฉายรังสี (Radiotherapy) แล้วตามด้วยการผ่าตัดก้อนมะเร็งในตำแหน่งที่พบรวมถึงตำแหน่งที่ลุกลามไปยังอวัยวะใกล้เคียง

การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ (Laparoscopic Surgery)

ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องคือ

  • แผลเล็ก
  • เสียเลือดลดลง
  • เจ็บน้อย
  • ฟื้นตัวไว
  • ลดการเกิดผลแทรกซ้อนจากการผ่าตัด เช่น การติดเชื้อที่แผล

ทำให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้แท้จริงแล้วไม่ควรจะใจเย็นอยู่ หรือใช้การรักษาด้วยตัวเอง จริงๆ ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์ ทำการตรวจ และเข้ารับการผ่าตัด โดยจะผ่าตัดแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์เป็นสำคัญเพื่อผลลัพธ์การรักษาที่ดีและเหมาะสมกับคนไข้แต่ละบุคคล โดยเทคโนฌลยีการผ่าตัดด้วยกล้อง กล้องที่ใช้ในการผ่าตัด จะป็นกล้องที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะเพื่อใช้งานทางการแพทย์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่ดีสูงสุด ความละเอียดมากและความคมชัดสูง และสามารถสร้างภาพให้เป็นภาพ 3 มิติ ทำให้ศัลยแพทย์เห็นภาพได้ชัดเจน การผ่าตัดสามารถทำได้อย่างแม่นยำและช่วยลดโอกาสการเกิดผลแทรกซ้อนหลังผ่าตัด

วิธีลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ทวารหนัก (Colonoscopy) แนะนำให้ตรวจเป็นประจำทุกๆ 5-10 ปี ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป จะช่วยให้สามารถรับมือได้ทันท่วงที แต่ถ้าหากมีคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ แนะนำให้มาตรวจตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อตรวจหาความผิดปกติของลำไส้ใหญ่ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถช่วยลดหรือบรรเทาความเสี่ยงการจะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ คือ การลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหาร โดยพยายามที่จะหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เช่น อาหารที่ผ่านกรรมวิธีการแปรรูป เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ และหันมาให้ความใส่ใจกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ หมั่นรับประทานผักและผลไม้ รวมถึงนอกจากที่จะออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอในแต่ละวัน สิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่ง คือ ทำร่วมกับการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลจากโรคมะเร็ง

ร่างกายต้องการไฟเบอร์เท่าไหร่ถึงจะพอดี

นอกจากใยอาหารที่มากับผักผลไม้ที่หลายคนพยายามรับประทานให้มากขึ้น จะช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ลดความเสี่ยงท้องผูกได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ตั้งแต่มะเร็งลำไส้ใหญ่ เบาหวานประเภท 2 ไปจนถึงโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้ด้วย ดังนั้นใยอาหารจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย

… แต่คำถามคือ เรารับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากพอหรือยัง?

“ใยอาหาร” กินเท่าไรถึงดี
กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า เราควรรับประทานอาหารที่มีใยอาหารราวๆ 25 กรัมสำหรับผู้หญิง 38 กรัมสำหรับผู้ชาย (อายุไม่เกิน 50 ปี) ส่วนผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรกินใยอาหาร 21-30 กรัม

เราจะทราบปริมาณของใยอาหารที่เรารับประทานได้ ด้วยการดูที่ตารางโภชนาการบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ โดยพยายามเลือกอาหารที่มีใยอาหารมากกว่าในกรณีที่มีผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน และขอให้สบายใจได้ว่าใยอาหาร ยิ่งรับประทานยิ่งดี ยกเว้นกรณีของผู้สูงอายุที่อาจไม่ควรรับประทานมากกว่าเกินไป

วิธีเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารของแต่ละวัน

  • เริ่มต้นวันใหม่ด้วยอาหารที่เต็มไปด้วยใยอาหาร เช่น ซีเรียลที่ใส่ผลไม้สด
  • ใส่ผัก และถั่วลงในซุป หรือแกงที่กิน
  • ใส่ถั่ว และธัญพืชต่างๆ ลงในโยเกิร์ต
  • กินผักผลไม้แทนขนม หรืออาหารว่าง เช่น แคร์ร็อต บร็อคโคลี่ กะหล่ำดอก ฯลฯ
  • เลือกกินผักผลไม้สด มากกว่าแปรรูป

สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้รับประทานอาหารที่มีใยอาหารมากนัก แนะนำว่าให้ค่อยๆ เพิ่มใยอาหารในมื้ออาหารทีละน้อยๆ อย่าโหมกินทีเดียวเยอะๆ อย่าลืมดื่มน้ำให้มากขึ้น และหากมีปัญหากับระบบขับถ่ายเป็นเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาอย่างถูกต้อง

โรคตับต้องรู้ให้ไว

ตับและตับอ่อน คือ อวัยวะที่หากเกิดความผิดปกติแล้วอาจนำมาสู่โรคที่ร้ายแรง เนื่องจากเป็นส่วนของร่างกายที่มีความซับซ้อนสูง เริ่มจากอักเสบเฉียบพลัน อักเสบเรื้อรัง เกิดก้อนเนื้อที่แบ่งออกเป็นเนื้องอกหรือซีสต์ (ถุงน้ำ) รวมถึงโรคร้ายอย่างมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันมะเร็งตับเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตสูงสุดของคนไทยและมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ

แม้สถานการณ์ของโรคเกี่ยวกับตับและตับอ่อนจะค่อนข้างรุนแรง แต่หากทุกคนตระหนักโดยตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอและสังเกตสัญญาณของโรค รวมถึงได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์เฉพาะทางก็จะช่วยรักษาโรคและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ซึ่งหัวใจสำคัญอยู่ที่ความชำนาญของทีมแพทย์เฉพาะทางโรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดีร่วมกับเทคโนโลยีผ่าตัดผ่านกล้องที่ทันสมัยในปัจจุบัน

โรคตับต้องรู้ให้ไว
ส่วนใหญ่โรคเกี่ยวกับตับจะเกิดกับกลุ่มคนที่กำลังรับความสุขจากการตรากตรำทำงานมาคือ อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะผู้ชายจะมีปัจจัยเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคตับแข็งและมีโอกาสเป็นมะเร็งตับได้จากการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สำหรับการสังเกตตัวเองว่าตับมีความผิดปกติหรือไม่ต้องบอกว่าค่อนข้างยาก เพราะส่วนใหญ่ถ้ายังเป็นไม่มากจะไม่ค่อยมีอาการ

ความเปลี่ยนแปลงที่สังเกตได้จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความเสื่อมของตับพอสมควรแล้ว มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เพราะตับเปรียบเสมือนโรงงานใหญ่ ถ้าโรงงานไม่ทำงาน ร่างกายเราจะไม่ค่อยอยากรับอาหารเข้าไป นอกจากนี้ก็มีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ หรือท้องผูกเป็นประจำ บางคนมีอาการเจ็บในตำแหน่งที่ตับคือ บริเวณใต้ชายโครงด้านขวา ถ้าเป็นมากขึ้นอีกระดับจะมีอาการที่จำเพาะคือ ท้องโตขึ้นเนื่องจากมีน้ำในช่องท้อง ปัสสาวะสีเข้มแม้จะดื่มมากแค่ไหนก็ไม่จางลง ตามมาด้วยอาการตัวเหลือง ตาเหลือง

ตรวจเช็กตับ
การตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นส่วนสำคัญ เพราะอย่างน้อยแพทย์จะสอบถามประวัติ ความเป็นมาของอาการป่วยทั้งหลาย รวมถึงประวัติคนในครอบครัว เป็นตัวช่วยคัดกรองว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือมีภาวะตับผิดปกติหรือไม่ ซึ่งตับผิดปกติอาจจะเริ่มจากภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถรักษาโรคตับอักเสบได้โดยจัดการที่ต้นเหตุ เพราะตับมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ ถ้าหยุดดื่มแอลกอฮอล์ แต่ถ้ายังคงดื่มหรือไม่ทราบปัจจัยเสี่ยง จะนำไปสู่การเกิดภาวะตับอักเสบ และถ้ายังปล่อยต่อไปอีกก็จะเป็นตับแข็งที่อาจกลายเป็นมะเร็งตับได้

ก้อนในตับ

ก้อนในตับรักษาได้
การเกิดก้อนเนื้อในตับมีทั้งเนื้องอกและซีสต์ เมื่อตรวจพบแล้วจะมีการตรวจยืนยันการวินิจฉัยโรคด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ทราบว่าเป็นเนื้อดีหรือเนื้อร้าย หากพบว่าเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็งจะทำการผ่าตัดทันที ในปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้องด้วยเทคโนโลยี 4K UHD หรือผ่าตัดผ่านกล้องแผลเล็ก 3 มิติ (Advanced 3D Laparoscopic surgery) ที่ให้ความคมชัดของภาพสูงมากยิ่งขึ้น ช่วยให้ศัลยแพทย์เห็นอวัยวะภายในช่องท้องได้ชัดเจนขึ้น ประกอบกับความชำนาญของทีมแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้อง จึงช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด แผลผ่าตัดมีขนาดเล็ก คนไข้หายเร็วและอยู่โรงพยาบาลสั้นลง หรือในกรณีที่ต้องเปลี่ยนตับก็สามารถทำได้เช่นกัน ล่าสุดมีการพัฒนาด้านการผ่าตัดโดยใช้หุ่นยนต์ (Robotic surgery) ในอวัยวะที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผ่าตัดตับ

โรคตับอ่อน

โรคตับอ่อนต้องรู้ให้ทัน
สถานการณ์ของโรคมะเร็งตับอ่อนจะคล้ายกันกับมะเร็งตับ แต่ความรุนแรงของมะเร็งตับอ่อนจะมากกว่า และมักพบในระยะลุกลาม โดยมะเร็งตับอาจตรวจพบได้ในระยะแรก ๆ จากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจ screening ขณะมีภาวะตับอักเสบได้ ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนพบว่า ประมาณ 50% ของคนไข้ที่มาพบแพทย์มักเกิดการกระจายของโรคไปมากแล้ว อีก 50% ที่ยังไม่มีการแพร่กระจายสามารถผ่าตัดรักษาได้เพียง 25 – 30% ซึ่งการผ่าตัดรักษาเพื่อหวังผลหายขาดอาจมีการให้เคมีบำบัดหรือฉายแสงรักษาร่วมด้วย ดังนั้นการตรวจพบโรคในระยะแรกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสของการผ่าตัดรักษาให้สูงขึ้น รวมถึงอัตราการอยู่รอดที่ดีขึ้น

ตรวจเช็กตับอ่อน
วิธีสังเกตว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนหรือไม่ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน หากต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงหลักๆ คือ โรคทางพันธุกรรม หากมีคนในครอบครัวมีประวัติมาก่อนแนะนำให้เข้ารับการตรวจดูตับอ่อนด้วยอัลตราซาวนด์ (ultrasonography) และตรวจเลือด โดยทั่วไปมักเริ่มตรวจเมื่อมีอายุ 40 ปี อีกปัจจัยสำคัญที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค คือ การดื่มแอลกอฮอล์ ที่เป็นทำให้เกิดตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับอ่อนได้

ในประเด็นเนื้องอกและซีสต์ในตับอ่อนอาจตรวจพบได้จากการตรวจร่างกายประจำปีโดยการทำอัลตราซาวนด์ แต่อาจบอกได้แค่ว่าเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำ (ซีสต์) หากพบว่ามีก้อนเนื้อหรือซีสต์ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านตับและตับอ่อนเพื่อวินิจฉัยโรค ในบางครั้งการตรวจพบซีสต์อาจไม่จำเป็นต้องผ่าตัดหรือตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ แต่ในรายที่มีลักษณะของก้อนเนื้อหรือซีสต์มีส่วนที่เป็นเนื้ออยู่ด้านใน แนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เนื่องจากมีโอกาสเป็นเนื้อร้ายได้ เช่น การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) นอกจากช่วยในการวินิจฉัยโรคและประเมินระยะของโรคว่าสามารถรักษาด้วยวิธีผ่าตัดได้หรือไม่ ยังมีประโยชน์ในการช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆ ที่มีอาการปวดท้องคล้ายคลึงกัน เช่น ภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ โรคทางนรีเวช หรือโรคทางช่องท้องอื่น ๆ เป็นต้น

ก้อนในตับอ่อน

ก้อนในตับอ่อนรักษาได้
ปัจจุบันการรักษาโรคตับ ตับอ่อน และทางเดินน้ำดี สามารถทำได้โดยการผ่าตัดเปิดหน้าท้องหรือผ่าตัดผ่านกล้อง และอาจมีการใช้สารทึบแสง (Indocyanine green : ICG) เพื่อตรวจเช็กตำแหน่งของก้อนเนื้อว่าอยู่ส่วนไหน ตัดก้อนเนื้อออกได้หมดหรือไม่ รวมถึงดูอวัยวะสำคัญข้างเคียง อาทิ เส้นเลือด ท่อน้ำดี หรือต่อมน้ำเหลืองรอบ ๆ บริเวณที่ได้รับการรักษา ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพและผลการรักษาที่ดี ประกอบกับการทำงานร่วมกันเป็นทีมระหว่างสหสาขาวิชา โดยมีการประชุมวางแผนเพื่อเตรียมผู้ป่วยทั้งก่อน ระหว่างและหลังการผ่าตัด อาทิ ทีมศัลยแพทย์เฉพาะด้านการผ่าตัดตับ ตับอ่อนและทางเดินน้ำดี วิสัญญีแพทย์ รังสีแพทย์ อายุรแพทย์ทางเดินอาหารและทางด้านมะเร็งวิทยา ในกรณีที่วินิจฉัยเป็นเนื้อร้าย และพยาธิแพทย์ การผ่าตัดก้อนหรือซีสต์ที่ตับหรือตับอ่อนเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนมากจึงจำเป็นต้องใช้ศัลยแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางร่วมกับความพร้อมของเทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกันในทุกด้าน

อย่างไรก็ตามการตรวจสุขภาพประจำปีถือเป็นตัวช่วยคัดกรองว่ามีความเสี่ยงในการเป็นโรคหรือมีภาวะตับผิดปกติหรือไม่ ซึ่งตับผิดปกติอาจจะเริ่มจากภาวะไขมันพอกตับ ซึ่งสามารถรักษาโรคตับอักเสบได้โดยจัดการที่ต้นเหตุ เพราะตับมีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองได้ถ้าหยุดดื่มแอลกอฮอล์