4 อาหารที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะกินแล้ว หน้าเหี่ยวและแก่ไว

       ณ ปัจจุบันนี้เราทุกคนต้องคอยป้องกันตัวเองจากปัญหามลพิษค่าฝุ่น PM 2.5 และเรื่องของโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่  ซึ่งความเครียดบวกกับสภาพแวดล้อมที่เป็นแบบนี้มันส่งผลให้ร่างกายของมนุษย์เราเสื่อมโทรมได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะบริเวณใบหน้าและผิวพรรณที่ดูเหี่ยวย่นเกินอายุจริง  หลายคนจึงแก้ปัญหาโดยการสรรหาครีมบำรุงต่างๆมาทา

หรือไม่ก็ไปปรึกษาคุณหมอตามคลินิกความสวยความงามเพื่อหาสารพัดวิธีว่าทำอย่างไรจึงจะชะลอริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าได้  แต่สิ่งที่ทุกคนมองข้ามและลืมนึกไปว่าจริงๆแล้ว เรื่องของอาหารที่เรากินเข้าไปนั่นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ  ดั่งคำพูดที่ว่า “สวยจากภายใน.. สู่ภายนอก” เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากหน้าแก่เกินวัย คุณต้องหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้

  1. สุรา   เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เมื่อเราดื่มเข้าไปมันจะไปทำลายเซลล์ตับให้เสื่อมลง และทำให้ระดับฮอร์โมนต่างๆในร่างกายทำงานผิดปกติ เกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งถ้าเราได้รับแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป ร่างกายจะสะสมเป็นไขมัน ซึ่งดูได้จากคนที่ชอบดื่มเบียร์มากๆ นอกจากอ้วนฉุและตัวบวมแล้วหน้าก็จะแก่กว่าอายุจริง 
  2. ผักและผลไม้ดอง    อาหารหมักดองที่พบในท้องตลาดมักจะมีการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐานและรสชาติที่เค็มเกินไป ส่งผลให้ไตทำงานหนัก ผลไม้ดองบางชนิดมีการใส่ขัณฑกร(ดีน้ำตาล) เพื่อเพิ่มความหวานและสีผสมอาหารที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ ซึ่งทำให้เซลล์ในร่างกายทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพผิว เมื่อเราได้รับเกลือและดีน้ำตาลในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้เซลล์ผิวอักเสบไม่มีความชุ่มชื่น
  3. อาหารที่มีรสหวานจัด  การกินน้ำตาลในปริมาณมากนอกจากจะเป็นโรคเบาหวานแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย เพราะการที่โมเลกุลของน้ำตาลเข้าไปเกาะที่ดีเอ็นเอจนเกิดปฏิกิริยาไกลเคชั่น และการเชื่อมข้ามสายโมเลกุลทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและเปราะบาง เราจึงมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ส่วนผลเสียข้างเคียงที่ตามมาอีกข้อคือ คอลลาเจนใต้ผิวหนังถูกทำลาย เกิดรอยเหี่ยวย่นที่ผิวและใบหน้า
  4. อาหารที่มีมันเยิ้ม  การบริโภคอาหารที่ต้องปรุงโดยใช้น้ำมันทอดซ้ำ เนย หรือขนมอื่นๆที่มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สะสมไว้ในปริมาณมากๆ ทำให้ร่างกายต้องสร้างภูมิเพื่อเป็นเกราะป้องกันเซลล์ขึ้นมาอย่างมาก ดังนั้นเมื่อร่างกายทำงานหนักระบบต่างๆก็เกิดการเสื่อมก่อนวัยอันควร ซึ่งเมื่อเซลล์เสื่อมและอ่อนแอลงผลที่ตามมาก็คือหน้าแก่ ตัวดูแห้งเหี่ยว ผิวพรรณไม่สดใสและหยาบกร้าน

 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

เคล็ดลับเลิกบุหรี่แค่มี 5 ใจ

การสูบบุหรี่ เป็นการทำลายสุขภาพ ทั้งต่อตัวผู้สูบและผู้อยู่ใกล้ชิดที่สูดเอาอากาศที่มีควันบุหรี่เข้าไป เพราะควันบุหรี่ประกอบด้วยสารพิษ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพและมีสารก่อมะเร็ง

องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้ วันที่ 31 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันงดสูบบุหรี่โลก สถานการณ์การสูบบุหรี่ในปัจจุบันประมาณการว่าใน ปี 2568 จะมีผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.6 พันล้านคน และอัตราการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่จะเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน บุหรี่เป็นสารเสพติดที่มีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวสูงโดยคุกคามสุขภาพทั้งในระดับบุคคล ชุมชน สังคมและประเทศชาติ โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ผู้สูบบุหรี่แต่ยังเป็นภัยต่อผู้ที่ได้รับควันบุหรี่อีกด้วย สารประกอบในบุหรี่หลายชนิดก่อให้เกิดโรคต่างๆ มากกว่า 25 โรค ได้แก่ โรคมะเร็ง โรคหัวใจขาดเลือด โรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังพบว่าในทุก 1 นาที มีผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ประมาณ 6 – 7 คน องค์การอนามัยโลกได้คาดการณ์ว่าระหว่างปี 2563 – 2573 จะมีการสูญเสียประชากรก่อนวัยอันควรถึงประมาณ 100 ล้านคน และประเทศต่างๆ ต้องแบกรับภาระประชากรที่เจ็บป่วย พิการ หรือเสียชีวิตมากขึ้น จึงต้องมีมาตรการในการควบคุมการบริโภคยาสูบที่มีประสิทธิภาพ

สารพิษที่สำคัญในบุหรี่

  • นิโคติน ทำให้หลอดเลือดตีบตัน เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และกระตุ้นระบบประสาท
  • คาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้หัวใจและส่วนต่างๆ ของร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย ส่งผลให้เหนื่อยง่าย และเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ
  • ทาร์ เป็นสารก่อมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง และโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
  • ไนโตรเจนไดออกไซด์ เป็นก๊าซพิษที่ทำลายเยื่อบุหลอดลมส่วนปลายและถุงลม ทำให้ถุงลมโป่งพอง
  • ไฮโดรเจนไซยาไนต์ ทำให้เกิดอาการไอ มีเสมหะ และหลอดเลือดอักเสบเรื้อรัง

โดยสารพิษเหล่านี้ จะส่งผลทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ อาทิเช่น หลอดเลือดในสมองตีบ โรคมะเร็งต่างๆ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งถือว่าเป็นปัญหาสำคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก

การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพราะเมื่อปอดของเราสัมผัสกับควันบุหรี่เป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในปอด เกิดอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะ หอบเหนื่อยและหายใจมีเสียงหวีด และเมื่อปอดถูกทำลายมากขึ้น อาการดังกล่าวจะมากขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับแนวทางในการรักษาที่สำคัญ คือ ผู้ป่วยจะต้องหยุดสูบบุหรี่ อาจเริ่มจากการหาเหตุจูงใจที่จะเลิก เช่น การมอบเป็นของขวัญให้กับคนที่รักในโอกาสสำคัญ หากิจกรรมทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากบุหรี่ เช่น การอ่านหนังสือ หรือเล่นกีฬา ดื่มน้ำหรือล้างหน้าทันทีเมื่อรู้สึกหงุดหงิด และอย่าสูบบุหรี่ทันทีที่เกิดอาการอยากสูบ ควรประวิงเวลาของการสูบออกไปเรื่อยๆ

เนื่องใน วันงดสูบบุหรี่โลก มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ มอบแนวทาง 5 ใจ ที่รวมคำแนะนำ และ เคล็ดลับสำหรับการเลิกบุหรี่ โดยมีใจความสำคัญอยู่ที่หัวใจของผู้เสพติดที่ต้องใช้ความพยายามเพื่อหลุดพ้นจนนำไปสู่ชีวิตใหม่ไร้ควัน

เคล็ดลับสำหรับการเลิกสูบบุหรี่ 5 ใจ
1. แรงจูงใจ – หาสิ่งยึดเหนี่ยวไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ สุขภาพ บุคคลอันเป็นที่รัก หรือความฝันที่อยากจะมีชีวิตยืนยาว ฯลฯ คุณสามารถใช้แรงบันดาลใจนั้นๆเพื่อตัดขาดปัจจัยลบที่ส่งผลต่อร่างกายได้
2. ตั้งใจ – วางไทม์ไลน์การเลิกบุหรี่แบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ “ทำได้” ประจำ อย่างเช่น เป้าหมายว่าจะเริ่มลดจำนวนการสูบ 1 วัน/มวล ไล่ไปเป็นต่อเดือน และรายปี การเลิกบุหรี่แบบนี้มีประสิทธิภาพสูงมากกว่าการหักดิบ
3. ตัดใจ – หากต้องการเลิกแบบจริงจังอาจต้องใช้ตัวช่วยอย่างการหันไปทานขนมขบเคี้ยว หรือผลไม้รสเปรี้ยวยามที่อยากบุหรี่ รวมถึงหากิจกรรมอย่างอื่นทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ
4. แข็งใจ – การไม่นำตนเองไปยังสถานที่ หรือกลุ่มคนที่สูบก็ช่วยให้อาการอยากบุหรี่ลดลงไปได้มากสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกจริงจัง
5. ดีใจ – ภูมิใจในตัวเองทุกครั้งที่บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ และสุดท้ายคือการเลิกถาวรซึ่งต้องขอบคุณหัวใจตนเองอย่างมาก
นอกจากนี้ การรับประทานยาช่วยเลิกบุหรี่ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้สามารถเลิกบุหรี่ได้ แต่ต้องได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ดูแล ทั้งนี้ ผลดีของการเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวร คือ 15 นาทีหัวใจเต้นช้าลง 12 ชั่วโมงระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงสู่ภาวะปกติ 14 วันระบบไหลเวียนดีขึ้น หายใจโล่งขึ้น รู้สึกสดชื่น 1 ปีความเสี่ยงโรคหัวใจวายลดลง 50% และ 5 ปีลดความเสี่ยงโรคสมอง 50%